Categories
- บทความ (22)
- บริการ และ งานติดตั้ง (2)
- สินค้า (1)
- ฉนวนกันความร้อน (1)
มาคลายปัญหา และขจัดความยุ่งยากจากงานบ้านที่แสนจะจุกจิกด้วยเกร็ดความรู้เล็กๆน้อย กันเถอะ
1.การล้างตู้เย็น จะล้างตู้เย็นให้สะอาดให้ใช้โซดาคาร์บอเนต(โซดาทำขนม หรือ เบ็กกิ้งโซดา) 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในน้ำประมาณ 1 ลิตร หรือ 4 ถ้วย แล้วล้างออก กลิ่นเหม็นจะหมดไป
2.การล้างจานหรืออ่างที่เป็นสแตนเลนส อ่างล้างจานหรือตู้เก็บถ้วยจานที่เป็นสแตนเลสให้ใช้แอลกอฮอล์หรือยาสีฟันทาแล้วจึงขัดออก ทำความสะอาดด้วยน้ำอีกครั้ง เช็ดด้วยผ้านุ่นๆ ให้แห้งทุกอย่างก็จะเงางามสดใสเหมือนใหม่
3.การล้างขวดแก้ว ขวดแก้วที่หมองขุ่น ให้ใส่ทรายลงไปเล็กน้อยเติมน้ำอย่าให้เต็ม เขย่าแรงๆ แล้วจึงเทออก ล้างด้วยน้ำผสมผงซักฟอก แล้วจึงล้างให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า ขวดจะใส
4.การล้างภาชนะที่เปื้อนแป้ง ไข่ หรือนม จาม ชาม หรือภาชนะที่เปื้อน แป้ง ไข่ หรือนม ให้ล้างด้วยน้ำเย็นธรรมดาจะล้างออกง่ายกว่าน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะทำให้แป้ง ไข่ หรือนมติดแน่นยิ่งขึ้น เนื่องจากความร้อนทำให้แป้ง ไข่ หรือนมที่ติดอยู่กับภาชนะสุกทางที่ดีควรใช้ฟองน้ำชุบน้ำเช็ดออกก่อนแล้วล้างด้วยสบู่หรือ น้ำยาล้างจาน จากนั้นจึงล้างด้วยน้ำสะอาด
5.การล้างถาดเงิน ถาดเงินเมื่อใช้แล้วต้องล้างให้สะอาดทันทีแล้วเช็ดให้แห้งก่อนนำไปเก็บ การเก็บรักษาเพื่อไม่ให้ถาดเงินเป็นรอยด่างดำ ให้วางสารส้มไว้ในถาดสัก 1 ก้อน จะทำให้ถาดนั้นสะอาด อยู่เสมอ
สถาปนิก วิศวกร ผู้ก่อสร้าง ทั้งหลายเอย วงกบอลูมิเนียมและวงกบไม้แม้บางครั้งจะดูคล้ายกัน แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนก็คือวงกบไม้นั้นเป็นวัสดุตันๆแต่วงกบอลูมิเนียมนั้นมันกลวงข้างใน ดังนั้น ยามเมื่อฝนตกหรือมีน้ำสาดมาที่หน้าต่างหรือประตู หากเป็นวงกบไม้ น้ำก็จะไม่มีโอกาสขังอยู่ในวงกบ(เพราะเป็นไม้ตัน)แต่ถ้าเป็นอลูมิเนียมแล้วมีน้ำขังอยู่(น้ำเข้าได้ทางรูน๊อตต่างๆ หรือการบากประกบของของกล่องอลูมิเนียม) ก็ต้องมั่นใจว่าน้ำเหล่านั้นสามารถที่จะระบาย หรือ Drain ออกสู่ภายนอก (ทางด้านนอกอาคารได้) มิเช่นนั้น น้ำที่ขังอยู่จะพยายามวิ่งออกมาทางอื่นที่ท่านไม่ประสงค์จะให้มันไหลออกทางนั้น
โดยสรุปก็คือ การตรวจสอบความเรียบร้อยของประตูหน้าต่างอลูมิเนียมในส่วนที่จะถูกน้ำได้ จะต้องพิจารณาตรวจสอบรูหรือช่อง หรือทางระบายน้ำที่จะไหลออกมาจากวงกบอลูมิเนียมนั้นด้วย
กระจกมีหลายชนิดแน่นอน แต่หากเราจะแบ่งความแข็งแรงของกระจกเพื่อการใช้งานให้ถูกที่ และไม่บินลงมา ทำอันตราย ก็น่าจะแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด คือ :
จากกระจกที่แบ่งตามความแข็งแรงในการใช้ดังกล่าวข้างต้น ก็อาจจะแยกกระจก ออกเป็นไปตาม ความสวยงาม หรือผ่านวิธีกรรมอื่น ๆ ได้อีกต่อไป เช่นทำให้ออกมา เป็นกระจกกรองแสง กระจก สะท้อนแสง กระจกเงา ฯลฯ …. แต่นั่นคงไม่ใช่ ความสำคัญประการแรก เนื่องจากเราสามารถ นำกระจก Float, Tempered, Heat Strengthen, หรือ Laminated มาทำเป็นกระจกตัดแสง กระจกสะท้อนแสง หรือกระจกเงาได้ไม่ยากนัก
จะเห็นได้ว่าในการออกแบบอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้นิยมใช้กระจกมาเป็นผนังเพราะกระจกเป็นตัวนำแสงธรรมชาติเข้ามาสู่ตัวอาคารได้ดีและยังทำให้รูปทรงตัวอาคารดูสวยงามทันยุคทันสมัย แต่ว่าแสงธรรมชาติที่เข้ามาในตัวอาคารนี้ก็เข้ามาพร้อมกับความร้อนที่กำลังเป็นปัญหาทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยเฉพาะพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ
กระจกนั้นมีหลากหลายชนิดให้ท่านได้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นกระจก Laminated ซึ่งเป็นกระจกที่เวลาแตกก็จะจับตัวกันอยู่เป็นเม็ดข้าวโพด ไม่ร่วงล่นลงมา กระจกชนิดนี้นิยมใช้กับอาคารสูง เพื่อความปลอดภัยในเวลาที่เกิดอุบัติภัยครับ ส่วน *** กประเภทคือ จากกระจก Tempered ที่ใช้การตัดกระจกธรรมดาก่อนแล้วเอาไปผ่าน Heating Process ซึ่งจะทำให้กระจกมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีกระจกโฟรตและกระจกโฟรตสีตัดแสง ซึ่งกระจกชนิดนี้ยอมให้แสงเข้ามาในตัวอาคารได้เต็มที่ในขณะที่ให้ความร้อนเข้ามาในตัวอาคารได้น้อย
ในการเลือกใช้กระจกในอาคารบ้านเรือนของท่านนั้นสามารถพิจารณาเป็น2ประเด็น คือ
ในเรื่องการป้องกันความร้อนกับการยอมให้แสงผ่าน
ถ้ามองเรื่องการป้องกันความร้อนก็จะสามารถเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้
กระจกสีชา > กระจกสีเขียว > กระจกใส
ถ้ามองเรื่องการยอมให้แสงผ่านก็จะสามารถเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้
กระจกใส > กระจกสีเขียว > กระจกสีชา
จึงสรุปได้ว่ากระจกสีชานั้นสามารถป้องกันแสงได้ดีที่สุด ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มติดรถยนต์ ทำให้ในตัวบ้านมีปัญหาเรื่องความร้อนน้อย แต่ก็ทำให้ตัวบ้านมืดไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ต้องเปิดไฟในช่วงกลางวันทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน เพราะฉะนั้นหากมองในแง่การประหยัดไฟแล้วกระจกใสดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ว่าเมืองไทยเรานั้นเป็นเมืองร้อน เลยเป็นผลให้กระจกสีเขียวก็เลยน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะมีทั้งความโปร่งใสดูสวยสบายตา และก็ยังป้องกันรังสีความร้อนได้ดีด้วย
แต่ถ้าท่านใดที่มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะติดตั้งกระจกชนิดที่สะท้อนความร้อนออกจากตัวอาคารหรือกระจกตัดแสงได้ ก็อาจใช้วิธีการออกแบบเข้ามาช่วยก็ได้ครับ เช่นอาจใช้วิธีป้องกันแสงโดยการยื่นชายคาหรือระเบียงชั้นบนมาคลุมในส่วนที่เป็นกระจก หรือใช้ระแนงไม้ ซุ้มไม้เลื้อยเช่น ซุ้มกระดังงาหรือซุ้มการเวกนอกจากจะสวยและมีกลิ่นหอมแล้วมีส่วนช่วยในการกรองแสงที่จะมากระทบกับกระจกโดยตรงเสียก่อน ถ้าได้มีการออกแบบเตรียมการเรื่องของกระจกไว้ล่วงหน้าแล้วก็เชื่อได้ว่าจะได้บ้านที่เย็นสบายไม่ร้อน และก็จะเป็นบ้านที่ประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง
หากพูดถึงปูนซีเมนต์หลายๆ ท่านคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นวัสดุพื้นฐานในการก่อสร้างอาคารคอนกรีตที่พบเห็นอยู่ทั่วไป แต่จะมีสักกี่ท่านที่พอจะทราบว่า ปูนซีเมนต์ที่เค้าใช้ฉาบผนังกับปูนซีเมนต์ที่ใช้เทเสาของบ้านควรจะใช้ต่างชนิดกัน มาลองทบทวนดูว่าปูนซีเมนต์ที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้นเคยกันมานั้นเป็นอย่างไร
ปูนซีเมนต์ มีประวัติการใช้มายาวนานมากตั้งแต่ยุคก่อนพุทธกาลก็เริ่มค้นพบวัสดุประสานตัวนี้แล้วแต่การนำมาใช้กับอาคารขนาดใหญ่นั้นเริ่มต้นในยุคกรีกและโรมัน อย่างเช่น อาคารโคลีเซียม(COLISEUM)หรือวิหารพาเทนอน (DOME OF THE PATHEON) ในประเทศอิตาลี
พัฒนาการของปูนซีเมนต์เริ่มเป็นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมโดยชาวอังกฤษ เมื่อประมาณ 175 ปีก่อน จากนั้นก็มีการนำมาพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพราะคุณสมบัติที่ดีของปูนซีเมนต์ที่เมื่อผสมเป็นคอนกรีตแล้วสามารถหล่อขึ้นรูปได้ตามรูปแบบที่ต้องการ มีความทนทานสูง ทนไฟได้ดี และไม่ไหม้ ที่สำคัญ คือ มีราคาถูก เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น
จากการพัฒนาให้ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุเชื่อมประสานที่ดีมีคุณภาพทำให้เกิดแตกแยกการใช้ปูนซีเมนต์เป็นชนิด ต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมในการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ตามมาตรฐานทั่วไปแบ่งออกเป็นปูนซีเมนต์ 5ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา
ประเภทที่ 2 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง
ประเภทที่ 3 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทให้กำลังอัดเร็ว
ประเภทที่ 4 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทเกิดความร้อนต่ำ
ประเภทที่ 5 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภททนซัลเฟตได้สูง
แต่ ชนิดของปูนซีเมนต์ที่ใช้ในกิจกรรมก่อสร้างทั่วไปที่พบเห็นในประเทศไทยจะเป็นชนิดที่ทำการผลิตได้ในประเทศมี 3 ชนิดหลัก คือ
ประเภทที่ 1 จัดเป็นชนิดพื้นฐานที่นำไปใช้แพร่หลายมากที่สุดด้วยคุณสมบัติที่เป็นวัสดุเชื่อมประสานที่ดีและเมื่อผสมเป็นคอนกรีตจะได้คอนกรีตที่มีคุณภาพรับแรงได้ดี มีหลายยี่ห้อ หลายเครื่องหมายการค้า เช่น ตราช้าง ตราเพชร ตรา TPI แดง ตราพญานาคเขียว ตราภูเขา โดยนอกจากจะใช้นำไปผสมเป็นคอนกรีตใช้ในงานโครงสร้างหลักของอาคาร ยังมีการนำไปเป็นวัสดุพื้นฐานในการผลิตวัสดุผลิตภัณฑ์อื่นๆด้วย
ประเภทที่ 3 พวกนี้จะใช้ในการนำไปผสมเป็นคอนกรีตที่ต้องการใช้งานเร็วกว่าปกติ เพื่อให้ทำการก่อสร้างได้เร็วขึ้น ถอดไม้แบบได้เร็วแต่ต้องดูแลการบ่มคอนกรีตให้ดีเป็นพิเศษด้วย เช่น ตราเอราวัณ ตราสามเพชร ตรา TPT ดำ ตราพญานาคแดง
ประเภทที่ 5 ซึ่งก็บอกอยู่แล้วว่าเค้าทนซัลเฟต คงมีคำถามว่าแล้วเจ้าซัลเฟตนี้คืออะไรก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเป็นเคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติซึ่งมีผลที่กัดกร่อนคอนกรีตปกติได้ดี ทำให้อายุของอาคารสั้นลง โดยเจ้าซัลเฟตนี้บริเวณที่มีมากจนเป็นอันตรายกับโครงสร้างอาคารคอนกรีต ได้แก่ บริเวณริมทะเล หรือบริเวณน้ำกร่อยทั่วไป
ทางวิศวกรและสถาปนิกจะย้ำให้ใช้ปูนซีเมนต์ประเภทที่ 5 นี้แทนเจ้าพวก 2 ประเภทแรก เช่น ตราช้างสีน้ำเงิน(ฟ้า) ตรา TPI น้ำเงิน ตราปลาฉลาม
นอกจากปูนซีเมนต์ที่เราใช้งานในการนำมาผสมเป็นคอนกรีตเพื่อใช้ในการก่อสร้างส่วนที่เป็นโครงสร้างของอาคารที่ใช้ในการรับน้ำหนัก จากการใช้งานของเรา ๆ ท่าน ๆ ได้แก่ พวกพื้นคอนกรีต คาน เสาของอาคาร ฐานราก เสาเข็ม ก็ยังมีปูนซีเมนต์ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างส่วนที่เป็นงานสถาปัตย์ และส่วนตกแต่งเช่น พวกงานก่อผนังอิฐต่างๆ งานฉาบผนัง งานปูนปั้นต่าง ๆ ในส่วนนี้ต้องใช้ปูนซีเมนต์ผสมซึ่งนับเป็นอีกประเภทหนึ่งแยกออกมาต่างหากจาก 3 ชนิดข้างต้น
แต่จะบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์กับปูนซีเมนต์ผสมคงไม่ถูกต้องนักเพราะปูนซีเมนต์ผสม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการนำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทที่ 1 มาผสมกับรวมกับวัสดุเฉื่อย เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีของการเป็นปูนสำหรับฉาบและก่ออิฐต่างๆ คือ มีความเหนี่ยวหยุ่นยึดเกาะผิวผนังได้ดี แห้งแข็งในเวลาที่พอเหมาะกับการฉาบแต่ง และมีความยืดหดตัวน้อย
ถ้าจะบอกว่าปูนซีเมนต์ผสมเป็นปูนที่ผู้คนอย่างเราๆ ท่านๆ คุ้นเคยพบเห็นกันมากที่สุดก็คงจะไม่ผิดนักเพราะเหล่าผู้ผลิตแต่ละรายต่างก็โฆษณาประชาสัมพันธ์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นพี่เสือของปูนซีเมนต์ไทยกองทัพงูเห่าของชลประทานซีเมนต์, TPI เขียวของค่าย TPI , ตรานกอินทรีย์ของปูนซีเมนต์นครหลวง และน้องใหม่ตราดอกบัว ของปูนซีเมนต์เอเชีย
ทั้งนี้เพราะความที่ค่อนข้างอเนกประสงค์ของปูนซีเมนต์ผสมที่นำมาผสมเป็นปูนก่อก็ได้ผสมเป็นปูนฉาบก็ได้ ในบางทียังนำมาผสมเป็นคอนกรีตใช้เทโครงสร้างขนาดเล็กก็พอที่จะทำได้ เพราะความที่เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ผสมจึงจะมีคุณสมบัติรับแรงได้ แต่ไม่ดีเท่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทที่ 1 จึงมีภาคการตลาดที่กว้างมากจนทำให้พวกเราคุ้นเคยกับปูนซีเมนต์ในประเภทนี้อยู่กลุ่มเดียว
แต่ถ้าเราคุยกับทางวิศวกรผู้คำนวณและออกแบบอาคารคอนกรีตต่างๆ ในเมืองไทย ท่านมักจะแนะนำให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภที่ 1 ในการนำมาผสมเป็นคอนกรีตใช้เทงานโครงสร้างมากกว่าปูนซีเมนต์ผสม ทั้งนี้ท่านให้เหตุผลว่าปัจจุบันการก่อสร้างบ้านเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความซับซ้อนในการใช้งานอาคารมากขึ้น แต่ความรู้เชิงช่างและความชำนาญหากยากขึ้นในกลุ่มของผู้ทำการก่อสร้างจึงต้องการการเผื่อความปลอดภัยสูง
การใช้ปูนซีเมนต์ที่เหมาะสมจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาด้วย ซึ่งพอสรุปให้จำง่ายๆได้ดังนี้
“งานโครงสร้างทั่วไป ใช้สัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง งานโครงสร้างเร่งรัด ใช้สัตว์พิเศษ เช่น เอราวัณงานโครงสร้างใกล้ทะเล ใช้สัตว์น้ำ เช่น ฉลามงานก่อ-ฉาบทั่วไป ใช้สัตว์เล็ก เช่น งู เสือ “
ทบทวนความจำกันเช่นนี้ การใช้งานของที่คุ้นเคย ให้คุ้นมือคงไม่ผิดพลาด
Bookmark & Share